นอกจากพระจันทร์ที่บ้านของผมแล้ว ผมว่าบนโลกใบนี้ไม่มีที่ไหนที่พระจันทร์จะสวยได้เท่ากับพระจันทร์ที่วัดห้วยหินเกิ้งได้เลย เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าช่วงเวลาที่ผมพักอาศัยอยู่ที่วัดห้วยหินเกิ้งนั้น
ผมได้เห็นทั้งพระจันทร์ขึ้นและพระจันทร์ตกดิน หลายๆคนอาจจะชอบไปนั่งมองดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าหรือไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น แต่คุณไม่รู้หรอกว่าพระจันทร์ตกดินสวยกว่าพระอาทิตย์ตกดินเป็นไหนๆเหตุผลของผมก็คือ เวลาที่พระจันทร์ตกดินคือเวลาที่เริ่มวันใหม่ของชีวิต
การมีชีวิตและการได้มีโอกาสดูวิถีชีวิตช่างงดงามอะไรอย่างนี้ มีคนเคยพูดให้ผมฟังว่าคนเราต้องลำบากเสียก่อนถึงจะนึกถึงพ่อแม่ ส่วนตอนที่อยู่สุขสบายไม่ค่อยคิดถึงท่านกันหรอกครับ ไม่เชื่อลองนับจำนวนการใช้โทรศัพท์ของคุณในแต่ละวันก็ได้ คุณโทรหาพ่อหาแม่วันละกี่ครั้งต่อจำนวนการใช้โทรศัพท์ในแต่ละวันของคุณ แต่คำพูดเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับผม
ผมเป็นลูกชายคนเล็กจึงติดแม่มาก(จนเกินไปหน่อย) ตอนเป็นเด็กก็ร้องไห้กลับบ้าน และไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะอยากอยู่กับแม่ ตอนเรียนในระดับอุดมศึกษา ผมก็ขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้านทุกเสาร์-อาทิตย์ ปัจจุบันนี้ผมแต่งงานมีครอบครัวออกเรือนไปแล้ว ผมยังคิดถึงแม่ผมอยู่เลย มีโฆษณาตัวนึงที่ทำได้น่าสนใจคือโฆษณาของสิงห์ ในโฆษณาได้กล่าวว่า “การที่เราจะตีกอล์ฟไปดวงจันทร์ ถึงแม้ว่ามันจะไปไม่ถึงดวงจันทร์ มันก็ยังตกอยู่ท่ามกลางดวงดาว” หากถ้าผมเป็นคนตีกอล์ฟ ผมจะไม่ตีไปดวงจันทร์หรอกครับแต่ผมจะตีให้ลูกกอล์ฟไปตกที่บ้านของผม เพราะความสุขและความหมายของชีวิตทั้งหมดของผมอยู่ตรงที่นั้น ที่ที่เรียกว่า “บ้าน”
คนขุดซาก เขียน
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558
กองไฟของกิเลส
ในช่วงเวลาของการไปพักค้างแรมที่วัดห้วยหินเกิ้ง หลายๆคนในทีมสำรวจไดโนเสาร์อาจจะสงสัยในวัตรปฏิบัติของผม
ทุกเช้าผมจะตื่นนอนเวลาประมาณตีสี่และพอทำกิจธุระส่วนตัวเสร็จ ผมก็จะนำเศษไม้ที่หาเอาไว้ตอนเย็นมาก่อกองไฟ พอตีห้าครึ่งหลวงพ่อสุบินก็จะเปิดเทปธรรมะให้เราชาวคณะสำรวจไดโนเสาร์ได้ฟังธรรมะกัน ผมก็นั่งฟังธรรมะไปดูกองไฟไปจนหลวงพ่อสุบินจะกลับมาจากบิณฑบาตในเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า
ส่วนช่วงเย็นหลังจากเสร็จจากการขุดกระดูกไดโนเสาร์ พวกเราคณะสำรวจไดโนเสาร์ก็จะเดินทางกลับมาที่วัดเพื่อมาพักผ่อน หลังจากที่อาบน้ำและกินข้าวเย็นเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และแล้วเวลาของการก่อไฟของผมก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งในเวลาประมาณหกโมงครึ่ง
จากประสบการณ์ในการก่อกองไฟของผมพบว่า การก่อกองไฟกองแรกจะยากที่สุด แต่ถ้าหากมีกองไฟกองเดิมอยู่แล้วถึงแม้ไฟที่เราก่อจะมอดดับลงไปและเราได้เติมเชื้อไฟลงไปถึงแม้เชื้อไฟจะมีปริมาณน้อย แต่ไฟก็จะลุกติดได้ง่ายเสียเหลือเกิน มันก็คงจะเป็นเหมือนดังกองไฟในใจของผม คือ เมื่อมีเรื่องมากระทบจิตใจถึงแม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยก็ตาม ไฟในใจของผมก็ลุกโชนขึ้นมาทันที การก่อกองไฟที่วัดห้วยหินเกิ้งได้สอนธรรมะกับผมหลายอย่าง แต่ที่สำคัญก็คือ มันได้เตือนสติของผมว่า ถ้าหากเรายังไม่มีกองไฟในใจ กรุณาอย่าได้ก่อมันขึ้นมาเลยครับเพราะมันดับได้ยากเอาน้ำมากมายมาดับก็ดับมันไม่ได้ ต้องอาศัยธรรมะในการดับ แต่ถ้าหากในใจของเราเต็มไปด้วยกองไฟของกิเลสและแม้ว่าตอนนี้เรายังดับไฟของกิเลสไม่ได้ อย่างน้อยเราก็อย่างเติมเชื้อไฟลงไป เมื่อไฟไม่มีเชื้อไม่นานนักไฟมันก็จะดับไปเองครับ
คนขุดซาก เขียน
ผีเม่มาย
พี่เกษรและพี่ประเสริฐเป็นสองหนุ่ม(ใหญ่) ที่ร่วมทีมสำรวจในคณะสำรวจไดโนเสาร์ของเรา
พี่เกษรและพี่ประเสริฐเป็นนักดื่มที่มีจรรยาบรรณสูงมากเพราะสองหนุ่ม(ใหญ่) นี้ไม่ยอมดื่มเหล้าในวัด(ดูดีมาก) ทั้งสองคนจึงเสาะแสวงหาสถานที่ดื่มเหล้าที่อยู่นอกวัด โดยที่มีข้อแม้ว่าจะต้องเลือกสถานที่ที่มีบรรยากาศดีๆใต้แสงจันทร์ คือต้องเอาบรรยายกาศดีๆไว้ก่อน ปานประหนึ่งดั่งคำที่โกวเล้งได้กล่าวเอาไว้ว่า “ตัวของข้าพเจ้าไม่นิยมชมชอบการดื่มสุรา แต่ข้าพเจ้านิยมชมชอบบรรยากาศในการร่ำสุรา” และแล้วฝันของพี่ทั้งสองคนก็เป็นจริง เย็นวันหนึ่งทั้งสองหนุ่มแอบหนีไปร่ำสุรากันนอกวัด ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่ได้หมายตาเอาไว้ก่อนแล้ว(ตั้งแต่เที่ยง)
ประมาณสามทุ่มพี่ทั้งสองคนก็กลับเข้ามาที่แคมป์โดยที่พี่เกษรมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อย แถมต่อว่าพวกเราโดยเฉพาะนู๋หลิงว่านินทาแก เพราะแกได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อแกตั้งสามครั้งสี่ครั้ง(แต่พี่ประเสริฐไม่ได้ยิน แปลก) พวกเราที่อยู่ในแคมป์ก็งงเพราะไม่มีใครเรียกชื่อหรือพูดถึงแกเลยเพราะหลังจากที่เรากินข้าวเย็นเสร็จแล้ว พวกเราก็ได้นั่งสนทนาธรรมกับหลวงพ่อสุบินต่อ พอสอบถามว่าสองหนุ่มไปนั่งดื่มเหล้าที่ไหนมา ปรากฎว่าเป็นเรื่องเลยครับ หายเมาเลยครับจากหน้าที่เคยแดงเปลี่ยนมาเป็นหน้าซีดเลยครับ เพราะสถานที่ที่แกไปนั่งร่ำสุรากันนั้นมีชื่อเรียกว่า “เนินแม่ม่าย” ชาวบ้านบอกว่าผีแม่ม่ายดุและเอาผู้ชายในหมู่บ้านไปทำผัวหลายคนแล้ว ไอ้คนที่รอดตายก็เอาต้องทำปลัดขิกไปถวาย เอาเคล็ดครับเอาของปลอมไปแลกกับของจริง(เกือบไปแล้วพี่เกษร)
ในคืนนั้นทุกคนก็เข้าเต้นท์นอนกันเงียบ ขนาดตัวผมเองปวดฉี่ยังไม่กล้าออกมาเข้าห้องน้ำเลยครับ กระเพาะปัสสาวะแทบอักเสบเพราะต้องนอนอั้นฉี่ทั้งคืน
คนขุดซาก เขียน
ของดีอยากได้ต้องทำเอง (ของขลังกับยันต์หนุมาน)
ผมเป็นอีกคนหนึ่ง ที่เป็นคนชอบสะสมและเสาะแสวงหาของขลังของดีเป็นชีวิตจิตใจ ของใครว่าดีของใครว่าขลังเป็นเก็บหมด จนหมดเงินหมดทองไปกับของขลังไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
วันแรกที่ผมมาถึงวัดห้วยหินเกิ้งผมเห็นหลวงพ่อสุบินสักยันต์เต็มตัวไปหมด โดยเฉพาะที่หน้าอกด้านขวามียันต์หนุมานทรงพล(เท่ห์ได้ใจ) ผมคิดในใจว่ากูมาถูกวัดแล้ว วัดป่าบ้านนอกไกลผู้ไกลคนและหลวงพ่อสมภารสักยันต์เต็มตัว คราวนี้กูต้องได้ของดีแน่ๆ
ผมก็เพียรพยายามตามตื้อตามขอของดีจากหลวงพ่อสุบิน
หลวงพ่อสุบินก็บอกว่าอาตมาไม่มีของดีหรอกโยม ของดีของขลังคือธรรมะของพระพุทธองค์หากใครประพฤติปฏิบัติก็จะเห็นผลได้อย่างอัศจรรย์
ขนาดหลวงพ่อสุบินบอกกับผมอย่างนี้ผมก็ยังมีดวงตามืดบอดอยู่เลยครับ คิดแต่เพียงว่าถ้าหลวงพ่อสุบินไม่ให้เหรียญ ผมขอแค่ชายจีวรของหลวงพ่อสุบินก็ได้จะลองเอาไปยิงดู ดูซิว่าจะเหนียวไหม
ผมขอตั้งแต่วันที่มาวัดวันแรกจนกระทั่งถึงวันเดินทางกลับหลวงพ่อสุบินก็ไม่ให้
ผมก็เลยเปลี่ยนแผน คือ ผมคิดว่าถ้าผมขอของดีจากหลวงพ่อสุบินทางตรงไม่ได้ ผมก็น่าจะเข้าทางยายหนูจีนซึ่งเป็นโยมอุปฐาก ผมกะจะให้ยายหนูจีนขอของดีให้ผม
ผมจึงเดินเข้าไปหาแม่หนูจีนแล้วก็ถามแม่หนูจีนว่าหลวงพ่อสุบินทำของดีแจกบ้างไหมครับยาย
คำตอบที่ได้ลมแทบจับเลยครับ ดวงตาเห็นธรรมเลยครับ
ยายหนูจีนบอกกับ ผมว่าในชั่วชีวิตของพระพุทธองค์พระองค์แจกแต่ธรรมะ พระพุทธเจ้าไม่เคยสร้างพระเครื่องแจกเลยตลอดพระชนม์ชีพ(จริงของยาย) ไอ้ของขลังของดีมันเป็นของลวงโลกเป็นมายา ของแท้ของดีคือธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งขลังทั้งดี นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็อายยายเฒ่าคนเลี้ยงวัวแกจะรู้หนังสือหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่แกรู้ธรรมะได้ลึกและคมเหลือเกิน นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็นึกถึงคนไม่รู้หนังสือคนหนึ่งที่ชื่อ “เว่ยหล่าง” เว่ยหล่างกล่าวเอาไว้ว่า “เดิมทีไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาใส แล้วฝุ่นละอองจะลงจับอันใดเล่า”
คนขุดซาก เขียน
วันแรกที่ผมมาถึงวัดห้วยหินเกิ้งผมเห็นหลวงพ่อสุบินสักยันต์เต็มตัวไปหมด โดยเฉพาะที่หน้าอกด้านขวามียันต์หนุมานทรงพล(เท่ห์ได้ใจ) ผมคิดในใจว่ากูมาถูกวัดแล้ว วัดป่าบ้านนอกไกลผู้ไกลคนและหลวงพ่อสมภารสักยันต์เต็มตัว คราวนี้กูต้องได้ของดีแน่ๆ
ผมก็เพียรพยายามตามตื้อตามขอของดีจากหลวงพ่อสุบิน
หลวงพ่อสุบินก็บอกว่าอาตมาไม่มีของดีหรอกโยม ของดีของขลังคือธรรมะของพระพุทธองค์หากใครประพฤติปฏิบัติก็จะเห็นผลได้อย่างอัศจรรย์
ขนาดหลวงพ่อสุบินบอกกับผมอย่างนี้ผมก็ยังมีดวงตามืดบอดอยู่เลยครับ คิดแต่เพียงว่าถ้าหลวงพ่อสุบินไม่ให้เหรียญ ผมขอแค่ชายจีวรของหลวงพ่อสุบินก็ได้จะลองเอาไปยิงดู ดูซิว่าจะเหนียวไหม
ผมขอตั้งแต่วันที่มาวัดวันแรกจนกระทั่งถึงวันเดินทางกลับหลวงพ่อสุบินก็ไม่ให้
ผมก็เลยเปลี่ยนแผน คือ ผมคิดว่าถ้าผมขอของดีจากหลวงพ่อสุบินทางตรงไม่ได้ ผมก็น่าจะเข้าทางยายหนูจีนซึ่งเป็นโยมอุปฐาก ผมกะจะให้ยายหนูจีนขอของดีให้ผม
ผมจึงเดินเข้าไปหาแม่หนูจีนแล้วก็ถามแม่หนูจีนว่าหลวงพ่อสุบินทำของดีแจกบ้างไหมครับยาย
คำตอบที่ได้ลมแทบจับเลยครับ ดวงตาเห็นธรรมเลยครับ
ยายหนูจีนบอกกับ ผมว่าในชั่วชีวิตของพระพุทธองค์พระองค์แจกแต่ธรรมะ พระพุทธเจ้าไม่เคยสร้างพระเครื่องแจกเลยตลอดพระชนม์ชีพ(จริงของยาย) ไอ้ของขลังของดีมันเป็นของลวงโลกเป็นมายา ของแท้ของดีคือธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งขลังทั้งดี นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็อายยายเฒ่าคนเลี้ยงวัวแกจะรู้หนังสือหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่แกรู้ธรรมะได้ลึกและคมเหลือเกิน นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็นึกถึงคนไม่รู้หนังสือคนหนึ่งที่ชื่อ “เว่ยหล่าง” เว่ยหล่างกล่าวเอาไว้ว่า “เดิมทีไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาใส แล้วฝุ่นละอองจะลงจับอันใดเล่า”
คนขุดซาก เขียน
ความมีน้ำใจสุดประเสริฐของยายหนูจีน
ยายหนูจีน ดื่มโชค ผู้มากด้วยน้ำใจเป็นคุณยายของน้องฟลุ๊ค ซึ่งน้องฟลุ๊คเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนช่วยเหลือทีมสำรวจไดโนเสาร์เป็นมาก กิจวัตรประจำวันของยายหนูจีนก็คือ ตอนเช้าจะต้องหาบปิ่นโตและของต่างๆมาถวายหลวงพ่อสุบินที่วัด ยายหนูจีนแกจะหาบของมาหลังจากหลวงพ่อสุบินกลับมาจากบิณฑบาตรสักแป๊ปนึง
หลวงพ่อสุบินเคยพูดกับผมว่ายายหนูจีนแกเป็นคนมีน้ำใจเหลือเกิน แกทำบุญตั้งแต่เป็นสาวๆจนเดี๋ยวนี้น้องฟลุ๊คปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้วมั้งครับ พอแกได้อะไรมาตัวเองไม่ได้กินหรอกครับเอามาทำบุญก่อนของดีๆแกเอาไปใส่บาตรหมด
ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อหลวงพ่อสุบินเท่าไหร่หรอกครับ จนเรื่องมาประสพกับตัวผมเองครับ คือว่าก่อนวันมาฆบูชาหนึ่งวันทางวัดและคณะญาติโยม ก็ได้จัดเตรียมสถานที่และความพร้อม(ของรสชาติอาหาร) โดยได้จัดงานเลี้ยงอาหารเย็นให้กับคณะสำรวจไดโนเสาร์ เย็นนั้นมีกับข้าวหลายอย่างมากเลยครับเยอะเสียจนจำไม่ได้ว่ากินอะไรไปมั่ง แต่ที่จำได้ก็คือ “ขนมจีนน้ำยา” เพราะน้ำยาจะข้นอร่อยมากและไม่เผ็ดจนเกินไป ผมกินไปก็เพ้อพูดไปว่า น้ำยาอร่อยๆ แล้วเวลากินของอร่อยๆ ผมก็คิดถึงพ่อถึงแม่ คิดถึงแฟน คิดถึงคนงานที่ภูเวียง อยากจะเอาไปฝากคนงานที่ภูเวียงครับ เพราะว่าอยากให้เขากินของอร่อยๆกัน ผมเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่ที่ภูเวียงเป็นเวลาเกือบห้าปีครับ
เย็นนั้นผมกินขนมจีนน้ำยาไปตั้ง 3 จาน(ฮ่าๆ) แล้วฝันของผมก็เป็นจริงครับ คือว่าหลังจากที่เราทอดผ้าป่าวันมาฆบูชาเสร็จ ก็มีคนเอาขนมจีนน้ำยามาให้ผม 2 ชุดใหญ่ๆ แล้วบอกว่ายายหนูจีนฝากมาให้ ให้ผมเอาไปภูเวียง เพราะเมื่อคืนได้ยินผมพูดว่าขนมจีนน้ำยาอร่อยและผมขอไปภูเวียงให้คนงานของผมได้กินบ้าง แม่หนูจีนแกฝากมาบอกว่าแกเป็นคนทำเองและดีใจมากที่พวกเราชอบผีมือการทำอาหารของแก พอได้ยินอย่างนี้แล้วน้ำตาไหลเลยครับ เป็นอีกครั้งในชีวิตของผมที่ได้เห็นความงามของชีวิต
คนขุดซาก เขียน
หลวงพ่อสุบินเคยพูดกับผมว่ายายหนูจีนแกเป็นคนมีน้ำใจเหลือเกิน แกทำบุญตั้งแต่เป็นสาวๆจนเดี๋ยวนี้น้องฟลุ๊คปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้วมั้งครับ พอแกได้อะไรมาตัวเองไม่ได้กินหรอกครับเอามาทำบุญก่อนของดีๆแกเอาไปใส่บาตรหมด
ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อหลวงพ่อสุบินเท่าไหร่หรอกครับ จนเรื่องมาประสพกับตัวผมเองครับ คือว่าก่อนวันมาฆบูชาหนึ่งวันทางวัดและคณะญาติโยม ก็ได้จัดเตรียมสถานที่และความพร้อม(ของรสชาติอาหาร) โดยได้จัดงานเลี้ยงอาหารเย็นให้กับคณะสำรวจไดโนเสาร์ เย็นนั้นมีกับข้าวหลายอย่างมากเลยครับเยอะเสียจนจำไม่ได้ว่ากินอะไรไปมั่ง แต่ที่จำได้ก็คือ “ขนมจีนน้ำยา” เพราะน้ำยาจะข้นอร่อยมากและไม่เผ็ดจนเกินไป ผมกินไปก็เพ้อพูดไปว่า น้ำยาอร่อยๆ แล้วเวลากินของอร่อยๆ ผมก็คิดถึงพ่อถึงแม่ คิดถึงแฟน คิดถึงคนงานที่ภูเวียง อยากจะเอาไปฝากคนงานที่ภูเวียงครับ เพราะว่าอยากให้เขากินของอร่อยๆกัน ผมเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่ที่ภูเวียงเป็นเวลาเกือบห้าปีครับ
เย็นนั้นผมกินขนมจีนน้ำยาไปตั้ง 3 จาน(ฮ่าๆ) แล้วฝันของผมก็เป็นจริงครับ คือว่าหลังจากที่เราทอดผ้าป่าวันมาฆบูชาเสร็จ ก็มีคนเอาขนมจีนน้ำยามาให้ผม 2 ชุดใหญ่ๆ แล้วบอกว่ายายหนูจีนฝากมาให้ ให้ผมเอาไปภูเวียง เพราะเมื่อคืนได้ยินผมพูดว่าขนมจีนน้ำยาอร่อยและผมขอไปภูเวียงให้คนงานของผมได้กินบ้าง แม่หนูจีนแกฝากมาบอกว่าแกเป็นคนทำเองและดีใจมากที่พวกเราชอบผีมือการทำอาหารของแก พอได้ยินอย่างนี้แล้วน้ำตาไหลเลยครับ เป็นอีกครั้งในชีวิตของผมที่ได้เห็นความงามของชีวิต
คนขุดซาก เขียน
ยายหนูจีนคนเลี้ยงวัว กับน้องฟลุ๊ค
ยายหนูจีน ดื่มโชค หญิงชราผู้รับจ้างเลี้ยงวัวหาเงินเพื่อส่งหลาน คือ น้องฟลุ๊ค เรียนหนังสือ คุณพ่อกับคุณแม่ของน้องฟลุ๊คแยกทางกัน ยายหนูจีนซึ่งเป็นคุณยายของน้องฟลุ๊คจึงนำน้องฟลุ๊คมาอุปการะเลี้ยงดู
ยายหนูจีนพูดกับผมว่ายายยอมทำงานหนัก เพื่อหาเงินให้น้องฟลุ๊คเอาไปใช้ที่โรงเรียนเฉพาะค่าน้ำมันรถจากบ้านไปโรงเรียนก็ตกวันละสามสิบบาทแล้ว ไหนจะค่าขนมอีกเด็กมันเห็นเพื่อนกินแล้วมันไม่ได้กินมันจะมีปมด้อย แกกลัวหลานจะน้อยเนื้อต่ำใจว่าอยู่กับยายแล้วอดๆอยากๆ กลัวว่าเด็กจะคิดว่าถ้าได้อยู่กับพ่อกับแม่คงจะสบายกว่านี้
ผมอยากจะบอกกับยายหนูจีนว่าทั้งหมดที่ยายหนูจีนทำให้น้องฟลุ๊คมันมากมายเหลือเกิน และผมก็ยังเชื่อมั่นอีกว่าความรักของยายที่มีให้กับน้องฟลุ๊คนั้นจะเป็นเกราะป้องกันทางจิตใจให้เขาเข้มแข็งในการทำความดี และปฏิเสธที่จะทำชั่ว ฟลุ๊คครับพี่เชื่อว่าฟลุ๊คโตขึ้นฟลุ๊คจะต้องเป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม เราต้องเปลี่ยนปมด้อยให้เป็นปมเด่นคนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็จริง แต่เราเลือกที่จะทำดีหรือทำเลวได้ไม่ใช่เหรอครับฟลุ๊ค
คนขุดซาก เขียน
ยายหนูจีนพูดกับผมว่ายายยอมทำงานหนัก เพื่อหาเงินให้น้องฟลุ๊คเอาไปใช้ที่โรงเรียนเฉพาะค่าน้ำมันรถจากบ้านไปโรงเรียนก็ตกวันละสามสิบบาทแล้ว ไหนจะค่าขนมอีกเด็กมันเห็นเพื่อนกินแล้วมันไม่ได้กินมันจะมีปมด้อย แกกลัวหลานจะน้อยเนื้อต่ำใจว่าอยู่กับยายแล้วอดๆอยากๆ กลัวว่าเด็กจะคิดว่าถ้าได้อยู่กับพ่อกับแม่คงจะสบายกว่านี้
ผมอยากจะบอกกับยายหนูจีนว่าทั้งหมดที่ยายหนูจีนทำให้น้องฟลุ๊คมันมากมายเหลือเกิน และผมก็ยังเชื่อมั่นอีกว่าความรักของยายที่มีให้กับน้องฟลุ๊คนั้นจะเป็นเกราะป้องกันทางจิตใจให้เขาเข้มแข็งในการทำความดี และปฏิเสธที่จะทำชั่ว ฟลุ๊คครับพี่เชื่อว่าฟลุ๊คโตขึ้นฟลุ๊คจะต้องเป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม เราต้องเปลี่ยนปมด้อยให้เป็นปมเด่นคนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็จริง แต่เราเลือกที่จะทำดีหรือทำเลวได้ไม่ใช่เหรอครับฟลุ๊ค
คนขุดซาก เขียน
หลวงพ่อองค์ดำ
ประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนที่ผมจะไปราชการต่างจังหวัดเพื่อทำการสำรวจและขุดค้นไดโนเสาร์ที่แหล่งมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น พี่อึ่ง หรืออีกชื่อหนึ่งคือพี่เดือนซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันในที่ทำงาน ก็นำซองขาวมาให้ผมหนึ่งซองพร้อมกับจ่าหน้าซองว่า นายสุธี จงอัจฉริยกุล และครอบครัว
ทันทีที่ผมเห็นซองขาวผมก็นึกขึ้นในใจว่า “กูโดนอีกแล้ว” ก่อนที่ปากผมจะขยับเพื่อทำการปฏิเสธพี่เดือนก็ชิงพูดโน้มน้าวว่าทางวัดที่เราจะไปอาศัยพักค้างแรม มีความประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัยมีขนาดหน้าตักกว้าง 6 เมตร ซึ่งจำลองมาจากหลวงพ่อองค์ดำแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ประเทศอินเดียขณะทรงแสดงธรรมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ใต้ต้นโพธิ์เป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือนแปด เมื่อพี่อึ่งชักแม่น้ำทั้งห้าผมก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์และยื่นมือไปรับซองผ้าป่าแบบไม่รู้ตัว ทันทีที่ผมและคณะสำรวจได้เดินทางไปถึงวัด ผมก็เห็นพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง กำลังสาระวนอยู่กับการขนหินขนกรวดเพื่อนำมาผสมปูน สร้างหลวงพ่อองค์ดำบริเวณหน้าวัด หลวงพ่อองค์ดำที่ทางวัดจัดสร้าง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นผสมกรวดองค์ใหญ่มาก
พระภิกษุผู้ทำการสร้างหลวงพ่อองค์ดำนี้มีชื่อว่าหลวงพ่อสุบิน ขันติรโต หลวงพ่อสุบินเป็นพระที่มีร่างกายแข็งแรงกำยำ บึกบึนแม้จะมีอายุมากแล้ว ท่านทำงานขนหินขนกรวดตากแดดจนตัวดำเมี่ยม ทำงานทุกวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ผมและคณะได้อาศัยวัดเกือบสองอาทิตย์ก็เห็นวัตรปฏิบัติอันงดงามของหลวงพ่อสุบินจนผมสามารถกล้ารับประกันได้เลยว่า ถ้าหากใครใส่บาตรกับหลวงพ่อสุบิน แล้วจะไม่รู้สึกเสียดายข้าวสุกที่ใส่เลยแม้แต่เม็ดเดียว และผมก็อยากจะนมัสการกราบเรียนหลวงพ่อสุบินว่า ที่วัดห้วยเกิ้งตอนนี้ก็มีหลวงพ่อองค์ดำอยู่แล้วล่ะครับ
ซึ่งก็คือหลวงพ่อสุบินเองนั้นแหละครับที่เป็นหลวงพ่อองค์ดำแห่งวัดห้วยหินเกิ้ง
คนขุดซาก เขียน
ทันทีที่ผมเห็นซองขาวผมก็นึกขึ้นในใจว่า “กูโดนอีกแล้ว” ก่อนที่ปากผมจะขยับเพื่อทำการปฏิเสธพี่เดือนก็ชิงพูดโน้มน้าวว่าทางวัดที่เราจะไปอาศัยพักค้างแรม มีความประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัยมีขนาดหน้าตักกว้าง 6 เมตร ซึ่งจำลองมาจากหลวงพ่อองค์ดำแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ประเทศอินเดียขณะทรงแสดงธรรมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ใต้ต้นโพธิ์เป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือนแปด เมื่อพี่อึ่งชักแม่น้ำทั้งห้าผมก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์และยื่นมือไปรับซองผ้าป่าแบบไม่รู้ตัว ทันทีที่ผมและคณะสำรวจได้เดินทางไปถึงวัด ผมก็เห็นพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง กำลังสาระวนอยู่กับการขนหินขนกรวดเพื่อนำมาผสมปูน สร้างหลวงพ่อองค์ดำบริเวณหน้าวัด หลวงพ่อองค์ดำที่ทางวัดจัดสร้าง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นผสมกรวดองค์ใหญ่มาก
พระภิกษุผู้ทำการสร้างหลวงพ่อองค์ดำนี้มีชื่อว่าหลวงพ่อสุบิน ขันติรโต หลวงพ่อสุบินเป็นพระที่มีร่างกายแข็งแรงกำยำ บึกบึนแม้จะมีอายุมากแล้ว ท่านทำงานขนหินขนกรวดตากแดดจนตัวดำเมี่ยม ทำงานทุกวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ผมและคณะได้อาศัยวัดเกือบสองอาทิตย์ก็เห็นวัตรปฏิบัติอันงดงามของหลวงพ่อสุบินจนผมสามารถกล้ารับประกันได้เลยว่า ถ้าหากใครใส่บาตรกับหลวงพ่อสุบิน แล้วจะไม่รู้สึกเสียดายข้าวสุกที่ใส่เลยแม้แต่เม็ดเดียว และผมก็อยากจะนมัสการกราบเรียนหลวงพ่อสุบินว่า ที่วัดห้วยเกิ้งตอนนี้ก็มีหลวงพ่อองค์ดำอยู่แล้วล่ะครับ
ซึ่งก็คือหลวงพ่อสุบินเองนั้นแหละครับที่เป็นหลวงพ่อองค์ดำแห่งวัดห้วยหินเกิ้ง
คนขุดซาก เขียน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)